ทฤษฏีของผู้รักษาประตูที่ถูกทำลายลงในโลกฟุตบอลปัจจุบัน


“ยิ่งแก่ยิ่งเก่ง”

ตำแหน่งผู้รักษาประตูจะถึงจุดพีคเมื่ออายุเกิน 30 ไปแล้วจริงหรือ? ดูเหมือนทฤษฏีนี้จะไม่ได้ถูกต้อง 100% เมื่อมองไปที่โลกฟุตบอลในปัจจุบัน


ากันว่าผู้รักษาประตูส่วนใหญ่จะไม่เข้าถึงจุดพีคที่สุดในชีวิตจนกระทั่งอายุของพวกเขาแตะเลข 30

นักเตะอย่าง จิอุนลุยจิ บุฟฟ่อน ที่พึ่งจะ 40 ไปหมาดๆ และ อิเคร์ คาซิยาส ในวัย 37 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขายังสามารถเล่นในฟุตบอลระดับสูงได้หลังจากเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 ของชีวิตตนเอง

ถึงอย่างนั้น เหล่าผู้รักษาประตูเลือดใหม่ที่มีพรสวรรค์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าช่วงพีคของการเป็นนายด่านนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงวัยรุ่นตอนปลายมากกว่าวัยกลางคน

ทฤษฏี 30+ นี้ที่เราได้มาจากโลกของ Football Manager ที่บอกไว้ว่าประตูจะถึงจุดพีคที่สุดในช่วงอายุ 32-35

แต่ในความเป็นจริงดูเหมือนว่าทฤษฏีกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ด้วยการที่ในทีมระดับท็อปแทบจะทุกทีม พวกเขามีผู้รักษาประตูอายุประมาณ 20 กว่าๆ ในขณะที่เหล่าประตูอายุเยอะต้องนั่งสำรองอยู่ข้างสนาม

เราจะเห็นได้ใน พรีเมียร์ลีก ที่ส่วนมากเหล่าประตูระดับท็อปจะอายุน้อย

ลิเวอร์พูล ทำลายสถิติโลกในการซื้อประตูคนใหม่เข้ามาเมื่อพวกเขาเซ็น อลิสสัน ในวัย 26 ปี และนายด่านแซมบ้า (ด้วยการร่วมมือกับ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์) เปลี่ยนโฉมหงส์แดงให้กลาเยป็นทีมระดับลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัว ทีมเก็บคลีนชีตไปได้แล้ว 13 เกม เสียเพียง 10 ประตูในลีกฤดูกาลนี้

จากนั้น เชลซี ก็เกทับ ลิเวอร์พูล โดยการทำลายสถิติค่าตัวของผู้รักษาประตูอีกครั้งเมื่อทีมเซ็นสัญญากับ เคป้า อาร์ริซาบาลากา วัย 23 ปี ด้วยเงินจำนวน 71 ล้านปอนด์ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

นี่ยังไม่ได้พูดถึงประตูชั้นนำที่อยู่ในลีกมาก่อนแล้วอย่าง ดาวิด เด เกอา ในวัย 28 ปี ที่ถูกยกว่าเป็นเบอร์ 1 ของยุคนี้ และ เอเดร์สัน ที่เล่นได้แทบจะไม่ผิดพลาดกับ แมนฯ ซิตี้

มีหนึ่งคนที่เป็นข้อยกเว้นในลีกนี้นั่นก็คือ ฮูโก้ ยอริส ผู้รักษาประตูระดับซีเนียร์ของ สเปอส์ ที่ยังคงทำผลงานได้น่าประทับใจในวัย 32 ปี

แต่ถึงอย่างนั้น ในช่วงปีหลังๆเราก็ได้เห็นความผิดพลาดของ ยอริส ที่ชัดเจนที่สดคือในฟุตบอลโลก นัดชิงชนะเลิศ

สถานการณ์คล้ายๆกันในลีกระดับท็อปที่อื่นในยุโรป ยูเวนตุส ยักษ์ใหญ่ของอิตาลี ก็เลือกใช้ วอยเซ็ค เชสนี่ หลังจากที่ บุฟฟ่อน ออกจากทีมไป

มาร์ค-อันเดร แทร์ สเตเก้น ของ บาร์เซโลน่า ก็พึ่งจะอายุแค่ 26 เช่นเดียวกับ ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมจากการประกาศรางวัล ‘เดอะเบสท์’ อย่าง ธิโบร์ กูร์กตัวส์

และที่มาดริด ก็มีอีกทีมนั่นก็คือ แอตเลติโก มาดริด ที่ประตูของเขาคือ แยน โอบลัก ที่มีอายุ 26 ปี คุณเริ่มมองเห็นแพทเทิร์นรึยัง?

อีกทั้งเหล่าผู้รักษาประตูอายุน้อยก็ค่อยๆกลืนกินประตูรุ่นเก๋าให้ต้องนั่งอยู่ข้างสนาม กรณีตัวอย่างก็อย่างเช่น ปีเตอร์ เช็ค ถูกแทนที่ด้วย กูร์กตัวส์ หลังจากที่ เชลซี ดึงตัวกลับมาจาก แอตเลติโก ในปี 2014

เช็ค ย้ายมาเล่นให้กับ อาร์เซน เวนเกอร์ และเคยเป็นตัวหลักให้กับทีมปืนใหญ่ จนกระทั่ง อูไน เอเมรี่ เข้ามาคุมทีม และพิจารณา แบรนด์ เลโน่ ขึ้นมาเป็นตัวเลือกแรกแทน

อีกหนึ่งนักเตะที่มีโชคชะตาน่าเห็นใจมากกว่า เช็ค คือ โจ ฮาร์ท ในปี 2016 ฮาร์ท พึ่งจะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก กับ แมนฯ ซิตี้ และในตอนนั้นเขายังมีศักดิ์เป็นมือ 1 ของทีมชาติ อังกฤษ

และเมื่อ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เข้ามา… ขอข้ามไปอย่างไวๆและรวบรัด 30 เดือนถัดจากนั้น ฮาร์ท ก้าวขึ้นสู่เลขหลักสามด้วยความยากลำบาก ต้องฝ่าฟันเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดใน พรีเมียร์ลีก กับ เบิร์นลีย์ และแทบจะไม่เคยได้กลับไปสวมเสื้อทีมชาติอีกเลย

แม้แต่ประตูระดับ คาซิยาส และ บุฟฟ่อน ที่กล่าวไว้ข้างต้น พวกเขาก็มีฟอร์มการเล่นที่เทียบไม่ได้กับสมัยที่พวกเขายังหนุ่มแน่นกว่าปัจจุบัน

บุฟฟ่อน อายุ 27 ปีตอนที่ อิตาลี คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 คาซิยาส อายุ 28 ตอนที่เขาเป็นกัปตันทีมชาติสเปน ในชุดแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2010

นับตั้งแต่ปี 2001 มีประตูอายุเกิน 30 เพียงคนเดียวที่ติดในทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของ ยูฟ่า นั่นก็คือ บุฟฟ่อน เมื่อตอนที่เขาอายุ 32

มานูเอล นอยเออร์ ไม่ติดทีมยอดเยี่ยมของ บุนเดสลิกา นับตั้งแต่เขาอายุ 30 เป็นต้นมา

ดูเหมือนว่าทฤษฏีของ Football Manager ที่พูดถึงช่วงพีคของผู้รักษาประตูจะไม่ได้เป็นจริงเสมอไป

มีคนเคยเปรียบไว้ว่าผู้รักษาประตูก็เหมือนไวน์ ยิ่งบ่มนานยิ่งมีคุณค่า แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปฏิกริยาและการตอบสนองของมนุษย์นั้นจะเฉียบคมที่สุดก่อนที่อายุจะเข้าถึงเลขสาม และตัวอย่างก็มีให้เห็นชัดเจนแล้วในโลกฟุตบอลปัจจุบัน


Powered by UFABET

11 อดีตแข้งสุดแกร่งแห่งบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด


ตำนานนักรบปราสาทสายฟ้า

นี่ คือ 11 (อดีต) ยอดแข้งของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด


นับตั้งแต่นาย เนวิน ชิดชอบ เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าฯ กลายเป็นบุรีรัมย์ พีอีเอ เมื่อปี ค.ศ. 2010 ก่อนเปลี่ยนเป็นบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปี ค.ศ. 2012 พวกเขาอุดมไปด้วยสุดยอดนักเตะมากมาย แต่เพราะความทะเยอทะยานที่ต้องการพัฒนามากขึ้นในทุกๆปี…นักเตะหลายคนถูกขายออกไป เพื่อนำผู้เล่นที่ดีกว่าเข้ามาทดแทน…

อย่างไรก็ตามการได้ผู้เล่นที่ดีกว่าเข้ามาไม่ได้เกิดขึ้นตามคาดคิดเสมอไป…และในวันที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาเรื่องฟอร์มการเล่น รวมถึงผลการแข่งขัน อาจทำให้แฟนบอลนึกถึงผู้เล่นเก่าๆ บางคนที่ออกจากทีมไป

นี่คือ 11 สุดยอดแข้งผู้เป็น “ตำนานแห่งปราสาทสายฟ้า”

แผนการเล่น 4-3-3

ผู้รักษาประตู : อัมรินทร์ เยาดำ

เป็นเวลานานหลายปีแล้วที่ตำแหน่งนายทวารของทีมปราสาทสายฟ้า ถูกครองสัมปทานโดย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่ขนาดว่ามือสองแทบไม่ได้สัมผัสพื้นหญ้า แต่หากลองมองย้อนกลับไปเมื่อสมัยยังใช้ชื่อว่า บุรีรัมย์ พีอีเอ อัมรินทร์ เยาดำ อดีตนายทวารทีมชาติไทยวัย 36 ปี รายนี้ก็เคยเฝ้าเสาได้อย่างน่าประทับใจ สร้างชื่อกับสโมสรสินธนา ก่อนมาถึงช่วงพีคและโด่งดังของตัวเองกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และได้เล่นให้กับบุรีรัมย์ พีอีเอ ยุคของนายเนวิน ชิดชอบ 1 ปี เมื่อปี 2010 ก่อนถูกส่งตัวไปอยู่กับ บุรีรัมย์ เอฟซี ทีมน้องในปีถัดมา


แบ็คขวา : อภิเชษฐ์ พุฒตาล

แบ็คขวาจอมเก๋าผลผลิตจากทีมเยาวชนของราชประชาฯ อยู่ช่วงคาบเกี่ยวระหว่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นบุรีรัมย์ พีอีเอ หลังถูกเทคโอเวอร์โดยนาย เนวิน ชิดชอบ ในปี พ.ศ. 2552 อภิเชษฐ์ คือ กัปตันทีมในยุคแรกของ “ปราสาทสายฟ้า” เขาพาทีมกวาดทุกแชมป์ในประเทศไล่ตั้งแต่ไทยพรีเมียร์ลีก 2011 แชมป์เอฟเอ คัพ ปี 2011 และ 2012 รวมถึงแชมป์โตโยต้าลีกคัพ ปี 2011 และ 2012 ด้วยเช่นกัน ตลอดจนโตโยต้าพรีเมียร์คัพ นั่นทำให้เขาก้าวสู่จุดสูงสุดในค้าแข้งอาชีพในวัย 34 ปี อย่างไรก็ตามหลังจบปี 2012 เขาตัดสินใจย้ายไปเป็นนักเตะรุ่นใหญ่ของ บีอีซี เทโรศาสน ปัจจุบัน “กัปตันเปิ้ล” แม้อายุอานามจะปาไปเกือบ 40 ปีแล้ว แต่เขายังคงฟิตปั๋งเช่นเคย


กองหลัง : ประทุม ชูทอง

กองหลังกล้ามขาโตโชว์ฟอร์มแกร่งกับโอสถสภาฯ จนบุรีรัมย์ อดรนทนไม่ไหวคว้าตัวมาร่วมทีมในปี 2012 และเพียงปีแรกก็เป็นกำลังหลักของทีมในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟทันที ทั้งในเกมลีกและเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก โดยแข็งแกร่งสุดๆ เมื่อได้จับคู่กับ ออสมาร์ อิบันเญซ ตลอดจนเป็นกำลังสำคัญพาทีมเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปี 2013 ได้ด้วย อย่างไรก็ตามด้วยอายุที่มากขึ้น ทำให้เขาถูกปล่อยตัวให้กับสุพรรณบุรี เอฟซี หลังสิ้นสุดปี 2014 (ปัจจุบันค้าแข้งกับเชียงราย ยูไนเต็ด) แต่สาวก “ปราสาทสายฟ้า” คงยังไม่ลืมลีลาการเข้าสกัดบอลที่ดุดันและแม่นยำ จนฝากถ้วยแชมป์ให้กับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไว้ถึง 10 ใบ (ไทยพรีเมียร์ลีก 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 2, โตโยต้าลีกคัพ 2, โตโยต้าพรีเมียร์คัพ 2 และฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ประเภท ก 2 ครั้ง)


กองหลัง : ออสมาร์ อิบันเญซ

พูดได้อย่างเต็มปากว่าปราการหลังจากแดนกระทิงดุวัย 29 ปี ในปัจจุบันรายนี้ คือสุดยอดเซ็นเตอร์ฮาล์ฟตลอดกาลของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แม้กระทั่ง ธีราธร บุญมาทัน กัปตันทีมชาติไทยถึงกับเคยเอ่ยปากว่า นี่คือกองหลังที่ดีที่สุดเท่าที่เขาเคยร่วมงานด้วย…

นักเตะร่างยักษ์เจ้าของส่วนสูงถึง 192 เซนติเมตร รายนี้ ย้ายจากราซิ่ง ซานตานเดร์ ทีมในลาลีกา สเปน มาร่วมทัพ “ปราสาทสายฟ้า” เมื่อกลางซีซั่น 2012 โดยปีนั้นเขาลงเล่นได้แค่เกมฟุตบอลถ้วย แต่ก็แกร่งพอพา “ปราสาทสายฟ้า” คว้า 2 บอลถ้วยไปครอง ก่อนที่ปีต่อมาเขาได้แสดงให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาว่าสุดยอดแค่ไหน แม้สูงใหญ่ แต่รวดเร็ว เปรียบดั่งภูผาหินคู่ที่คอยกีดขวางแนวรุกฝั่งตรงข้าม แถมยังเติมขึ้นมาทำประตูได้บ่อยครั้ง และออกบอลได้อย่างชาญฉลาดอีกด้วย เขามีส่วนสำคัญพาบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กวาดทุกแชมป์ในปี 2013 โดยทำไป 6 ประตูในเกมลีก และยิง 3 ประตูในเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก พาทีมผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้อย่างยิ่งใหญ่ด้วย

แต่ความเก่งจนเกินหน้าเกินตา ทำให้ เอฟซี โซล ยอดทีมยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้คว้าตัวเขาไปร่วมทีมในฤดูกาลถัดมา ปิดตำนานยอดกองหลังในความทรงจำของแฟนบอลบุรีรัมย์ไว้แค่ 1 ฤดูกาลเศษเท่านั้น


แบ็คซ้าย : ธีราทร บุญมาทัน

แม้จะสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับสาวก “ปราสาทสายฟ้า” ตลอดจน นาย เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฯ แบบสุดขั้วหัวใจ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคือแบ็คซ้ายที่ดีที่สุดเท่าที่สโมสรเคยมีมา และอาจเรียกได้ว่าเป็นแบ็คซ้ายที่ดีที่สุดของประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทย… อุ้ม-ธีราทร คือ แบ็คที่โดดเด่นทั้งเกมรุก และเกมรับ สามารถสร้างสรรค์เกมบุกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งการอ่านเกมยามตั้งรับก็เป็นจุดเด่นของเขาเช่นกัน รวมไปถึงลูกเซ็ตพีซสุดฉกาจ ที่ทำเอาทั่วทั้งเอเชียต้องตื่นตะลึงมานักต่อนัก… ถ้วยรางวัล 18 ใบที่สโมสรเคยได้ เขามีส่วนสำคัญกับมันทุกใบ และความยอดเยี่ยมของเขาในสีเสื้อของบุรีรัมย์นั่นเอง… ทำให้เขากลายเป็นกัปตันทีมชาติไทย ภายใต้การคุมทีมของเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ในปัจจุบัน… น่าเสียดายเหลือเกินที่เขากลายเป็นเพียงอดีตของ “ปราสาทสายฟ้า”


กองกลาง : อีฟส์ เอควาล่า เฮอร์มันน์

กองหลังพันธุ์แกร่งชาวแคเมอรูน ย้ายร่วมทีม บุรีรัมย์ พีอีเอ ตั้งแต่ ปี 2011 เขามีร่างกายที่กำยำ บวกกับการเล่นที่ดุดัน ทำให้ยากที่ใครจะฝ่าด่านเข้าไปยิงประตูได้ง่ายๆ แถมยังมีทีเด็ดในการสอดขึ้นมาทำประตูอีกด้วย อีฟส์ เอควาล่า ประสบความสำเร็จมากมายกับ “ปราสาทสายฟ้า” ช่วยทีมกวาดได้ถึง 5 แชมป์ ตลอด 2 ฤดูกาล (ไทยพรีเมียร์ลีก 1 สมัย และ เอฟเอ คัพ กับ โตโยต้าลีกคัพ อย่างละ 2 สมัย) เขาเล่นได้ทั้งตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ และกองกลางตัวตัดเกม…ยามปักหลักเฝ้าเกมรับก็เหมือนยักษ์ ยามขึ้นไปมีส่วนร่วมกับเกมบุกก็อันตราย โดยเขามีสถิติการลงสนาม 30 นัด ยิง 11 ประตู ก่อนถูกปล่อยตัวไปยัง ฉงชิ่ง ลี่ฟาน เอฟซี ทีมในลีกรองของจีน และปัจจุบันคงไม่มีใครคาดคิด เมื่อเขาผันตัวเองไปเป็นกองหน้าพร้อมใส่เสื้อหมายเลข 9 ให้กับทีมกุ้ยโจว เหิงเฟิง จีฉ่าง พร้อมยิงให้กับต้นสังกัดในแผ่นมังกรแบบถล่มทลาย


กองกลาง : รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค

อีกหนึ่งนักเตะที่ค้าแข้งกับการไฟฟ้าฯ ยุคคาบเกี่ยวมาเป็นบุรีรัมย์ พีอีเอ ภายใต้การทำทีมของนาย เนวิน ชิดชอบ… รังสรรค์ ทำผลงานได้อย่างไร้ที่ติกับบุรีรัมย์ พีอีเอ ในแดนกลางร่วม… เขากลับมาเป็นมิดฟิลด์เท้าชั่งทองในวัยเกินเลข 3 หลัก ลูกเปิดฟรีคิกที่แม่นยำ การวางบอลยาวที่ยอดเยี่ยมของเขา ทำให้ “ปราสาทสายฟ้า” ก้าวไปเป็นแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก เมื่อปี 2011

โดยเขาช่วยให้ทีมคว้าแชมป์บอลถ้วยอีก 2 รายการ ทั้ง ลีกคัพ และ เอฟเอ คัพ ได้ด้วย อย่างไรก็ตามหลังจบปีดังกล่าว เนื่องด้วยเหตุผลทางครอบครัว ทำให้เขาย้ายกลับมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ กับบีอีซี เทโรศาสน ในปี 2012 โดยปัจจุบัน อ้น-รังสรรค์ วัย 39 ปี ยังอยู่กับสุพรรณบุรี เอฟซี แต่ก็มีแผนแขวนสตั๊ดเต็มแก่หลังจบซีซั่น 2017


กองกลางตัวรุก : การ์เมโล กอนซาเลซ

หลังจบฤดูกาล 2012 ซึ่งบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จบลงด้วยการได้แชมป์บอลถ้วยภายในประเทศ 2 รายการ (บวก โตโยต้าพรีเมียร์คัพ อีก 1 รายการ) ทำให้ นาย เนวิน ชิดชอบ ผ่าทีมใหม่ พร้อมคว้านักเตะจากประเทศสเปน ซึ่งกำลังฮ็อตเหลือเกินในโลกลูกหนังมาร่วมทีมในปี 2013 หนึ่งในผู้เล่นดีกรีสูงที่ดึงมา คือ การ์เมโล กอนซาเลซ ที่เคยเป็นนักเตะเยาวชนรุ่นเดียวกับ อันเดรส อิเนียสต้า, และ เฟร์นานโด ตอร์เรส ทั้งยังมีประสบการณ์บนเวทีลาลีกา มามากมายกับ ลาส ปัลมาส และสปอร์ติ้ง กิฆ่อน ซึ่งแค่ปีแรกเขาก็ระเบิดตาข่ายไปถึง 23 ประตูจากการลง 23 นัด คว้าดาวซัลโวไทยพรีเมียร์ลีก พร้อมพาบุรีรัมย์ กวาด 4 แชมป์อย่างยิ่งใหญ่ แถมได้เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ขณะที่ปีต่อมาซิวได้อีก 3 แชมป์ ได้แก่ ไทยพรีเมียร์ลีก, โตโยต้าพรีเมียร์คัพ และถ้วย ก พร้อมยิงอีก 13 ประตูในลีก ทำให้เขารั้งตำแหน่งดาวยิงสูงสุดตลอดกาลอันดับสองของสโมสรแห่งนี้อีกด้วย


กองหน้าฝั่งขวา : กิลแบร์โต มาเชน่า

แฟนบอลคงติดตาลูกยิงลูกโอเวอร์เฮดคิงใส่กว่างโจว อาร์แอนด์เอฟ พาทีมบุกไปเก็บ 3 แต้มของจีน รวมถึงลูกกระชากครึ่งสนามไปยิงซองนัม เอฟซี ในเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก 2015 ภาพประตูสวยๆ เหล่านั้นบวกกับสถิติการยิง 21 ประตูในลีก และ 25 ประตูรวมทุกรายการของเขาในถิ่นไอโมบาย สเตเดี้ยม แม้เพียงแค่ 1 ฤดูกาล แต่ก็มากพอที่แฟนบอลจะพูดว่าเขาเป็นอีกหนึ่งกองหน้าที่ดีที่สุดของไทยลีก…ความเร็วของเขา การพาบอลตะลุยไปข้างหน้า การจบสกอร์ที่เฉียบขาด ยิงได้ทุกรูปแบบ คือคุณสมบัติเด่นที่ทำให้เขากลายเป็นจอมถล่มตาข่ายชั้นยอด นอกจากนี้เขายังคอยทำทางให้ ดิโอโก หลุยส์ ซานโต ถล่มประตูได้อีกมากมาย ทำให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คว้า 5 แชมป์เมื่อปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเขากลับถูกปล่อยตัวไปให้กับ อัล กอดิซิย่าห์ ทีมจากซาอุดิอาระเบีย หลังจบซีซั่น 2015 แต่เมื่อกลางปี 2016 กิลแบร์โต มาเชน่า เพิ่งตกลงปลงใจย้ายกลับไทยมาร่วมทัพ “แข้งเทพ” แบงค็อก ยูไนเต็ด อีกครั้ง


กองหน้าฝั่งซ้าย : แฟรงค์ อาเชียมปง

ปีกซ้ายสปีดเร็วกว่านรกชาวกาน่า เก็บข้าวของย้ายมาอยู่ประเทศไทยกับ บุรีรัมย์ พีอีเอ ตั้งแต่ต้นปี 2011 ซึ่งขณะนั้นไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ แต่ฝีเท้าอันจัดจ้านเกิดอายุ ถึงกับทำเอาทั้งไทยลีกต้องสั่นสะเทือน แค่ปีแรกก็พา “ปราสาทสายฟ้า” คว้าแชมป์ลีก และโตโยต้าลีก คัพ แถมยังยิงประตูชัยพาทีมบุกชนะยักษ์ใหญ่เจ้าบุญทุ่มแดนมังกรอย่างกว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ 2-1 ในศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก และสานต่อฟอร์มเก่งได้เรื่อยมาถึงจุดที่เรียกได้กว่าเก่งเกินไทยลีกไปแล้ว จนกระทั่งผลงานไปเตะตาทีมดังจากยุโรปมากมาย ก่อนลงเอยด้วยการถูกอันเดอร์เลทช์ ยืมตัวเมื่อปี 2013 และสุดท้ายก็ย้ายร่วมทัพแบบถาวรในปี 2014 ด้วยค่าตัว 1 ล้านยูโร หรือประมาณ 39 ล้านบาท ถือเป็นอีกหนึ่งแข้งที่สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการลูกหนังไทยได้มากมาย

ปัจจุบัน อาเชียมปง ถูกต้นสังกัดในยุโรปปล่อยตัวให้ เทียนจิน เต๋อดา ยืมตัว โดยได้รับค่าเหนื่อยราวๆ 11 ล้านบาทต่อเดือน


กองหน้าตัวเป้า : ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จ 4 ปี หลังสุดของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีดาวเตะรายนี้เป็นคีย์แมนคนสำคัญอยู่เสมอ

“ปราสาทสายฟ้า” เป็นหนึ่งในทีมที่ผู้เล่นต่างชาติในตำแหน่งกองหน้ามักต้องเก็บกระเป๋าออกจากทีมในเวลาอัดรวดเร็ว ที่ผ่านมามีดาวดังฝีเท้าดีมากมายต่างสอบตกกับการเป็นกองหน้าตัวจอสกอร์ของ บุรีรัมย์ จนต้องถูกปล่อยออกจากทีมในที่สุด แต่มันไม่เคยเกิดขึ้นกับนักเตะที่ชื่อว่า ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ เขาย้ายมาอยู่กับ บุรีรัมย์ ในปี 2015 เพียงฤดูกาลแรกเขาจัดการระเบิดสกอร์ 33 ประตู คว้าดาวซัลโวในปีนั้นพร้อมพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จนอกจากนี้ยังช่วยให้ทีมเป็นสโมสรที่ชนะคู่แข่งติดต่อกันมากสุดถึง 14 นัดในปีดังกล่าว

หลังจากนั้นเขาพาความสำเร็จมาสู่ทีมมากมายทั้งพาสโมสรผ่านเข้าไปเล่นเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ในฐานะแชมป์ศึกโตโยต้า ไทยลีก โดยตลอด 4 ปีกับ บุรีรัมย์ เขาได้สร้างประวัติศาสตร์ทิ้งไว้มากมายทั้งเป็นผู้เล่นที่ยิงเกิน 100 ประตูในไทยลีกแถมยังสามารถยิงประตูคู่แข่งได้ทุกสโมสร เป็นนักเตะที่ยิงครบ 100 ประตูเร็วที่สุด และทำแฮตทริกได้มากที่สุดถึง 8 ครั้ง พร้อมเคยคว้าแชมป์ทั้งสิ้น 11 รายการ ก่อนจะอำลาทีมไปอย่างตำนานเมื่อถูก ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม ยักษ์ในลีกมาเลเซียซุปเปอร์ลีกคว้าไปร่วมทัพด้วยราคาถึง 50 ล้านบาท ทิ้งไว้เพียงความทรงจำดีๆ และทำให้แฟนบอลต่างเสียดายที่จะไม่ได้เห็นเขาลงวาดลวดลายในไทยลีกอีกแล้ว


Powered by UFABET